การเตรียมตัว ก่อนประเทศไทยปูพรม ฉีดวัคซีน โควิด-19 ครั้งใหญ่ วันที่ 7 มิ.ย. 2564 เป็นวันที่ประชาชนไทยใน กลุ่มผู้สูงอายุ-กลุ่มเสี่ยงโรคประจำตัว และประชาชนในพื้นที่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างกรุงเทพมหานคร จะได้เริ่มได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ซึ่งนับเป็นการระดมฉีดวัคซีนกลุ่มใหญ่ของประเทศไทย

ฉีดวัคซีน

สำหรับกลุ่มประชาชนที่จะรับวัคซีนในการเริ่มต้นฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ของประเทศไทย เป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มเสี่ยงโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค จำนวน 16 ล้านคน และกลุ่มประชาชนในพื้นที่ระบาด เช่น กรุงเทพมหานคร ที่มีนัดหมายรับวัคซีนแล้ว 2 ล้านคน

กลางสัปดาห์ที่แล้ว กรมควมคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ภายในสุดสัปดาห์จะมีวัคซีนกระจายไปยังทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ราว 2 ล้านโดส (2 มิ.ย.) และมีการส่งมอบวัคซีนจากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ส่งมอบวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ล็อตแรกจำนวน 1.8 ล้านโดส ให้กับกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.

ทว่าก่อนการฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ไม่กี่วัน มีหลายโรงพยาบาลในหลายพื้นที่ประกาศชะลอการฉีดวัคซีน หลายแห่งเลื่อนนัดผู้มีคิวรับฉีดของวันที่ 8 มิ.ย. ออกไป เพื่อรอรับการจัดสรรวัคซีนที่ทยอยส่งมาจากส่วนกลาง อันเป็นภาวะวัคซีน “กระจายไม่ทัน” ทำให้บางโรงพยาบาลตัดสินใจประกาศและโทรแจ้งเลื่อนกับผู้มีคิวฉีดในช่วงวันที่ 8 มิ.ย. ออกไป

โรงพยาบาลอย่างน้อย 8 แห่ง เลื่อนฉีดวัคซีน เช่น โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จ.ชลบุรี และโรงพยาบาลสระบุรี โพสต์ประกาศบนเฟซบุ๊ก วานนี้ (5 มิ.ย.) ว่าผู้ที่จองคิวไว้วันที่ 7 มิ.ย. ฉีดตามปกติ ส่วนผู้ที่จองคิวฉีด 8 มิ.ย. ขอเลื่อนการฉีดออกไปก่อน เนื่องจากยังไม่ได้รับจัดสรรวัคซีน

อย่างไรก็ตาม บางจังหวัด เช่น ฉะเชิงเทรา มีการยืนยันนัดหมายฉีดแก่ผู้ที่ลงทะเบียนไว้ หรือที่ จ.เลย ที่ผู้ว่าฯ ที่ออกประกาศยกเลิกใบนัดหมายฉีดวัคซีน ก็ออกมาชี้แจงผ่านประกาศอีกฉบับภายหลังว่า เพิ่งได้รับวัคซีนที่ส่งมาเพิ่มอีก 6,400 โดส เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. จากเดิมที่ได้จัดสรร 3,600 โดส

ภายหลังมีประกาศเลื่อนฉีดออกมาจากหลายพื้นที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ว่า วัคซีนล็อตแรก 1.8 ล้านโดส ได้ดำเนินการจัดส่งไปแต่ละจังหวัดเพื่อให้ประชาชนที่ลงทะเบียนหมอพร้อมฉีดตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. เป็นต้นไป และขอให้ทุกโรงพยาบาลทำตามมติของกระทรวงสาธารณสุข โดยไม่มีการยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนแผนการฉีดใด ๆ

“ทั้งนี้หากจังหวัดหรือ รพ. ใด ยังมีการยกเลิกหรือแจ้งเลื่อน ขอให้จังหวัดหรือ รพ.นั้น ๆ รวมทั้งกรรมการควบคุมโรคติดต่อประจำจังหวัด เป็นผู้ตอบคำถาม และชี้แจงเหตุผลดังกล่าวด้วยครับ” นายสาธิต ระบุ

การฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ของประเทศที่จะเริ่มต้นในวันที่ 7 มิ.ย. ประชาชนผู้เข้ารับการฉีดต้องเตรียมตัวอย่างไร ผู้ที่กินยาอื่นหรือมีภาวะของร่างกายหรือเจ็บป่วยอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้ารับวัคซีนโควิด-19 ได้หรือไม่ บีบีซีไทยรวบรวมคำแนะนำจากแพทย์และสาธารณสุขมาไว้ ณ ที่นี้

ฉีดวัคซีน มีทั้งซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า

จากข้อมูลล่าสุดตามการเปิดเผยของ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. วัคซีนโควิดจำนวนกว่า 2 ล้านโดสจะถูกกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การกระจายวัคซีนตามการให้ข้อมูลของกรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุข

ยี่ห้อวัคซีนที่แต่ะละคนจะได้รับนั้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่าคนที่จองผ่านระบบหมอพร้อมจะได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และสาธารณสุข

คำแนะนำทั่วไปก่อนไป ฉีดวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำ ดังนี้

ฉีดวัคซีน

รับเคมีบำบัด ความดันสูง เบาหวาน มะเร็ง หากอาการคงที่ แพทย์แนะนำ ฉีดวัคซีน ได้

หากมีโรคประจำตัวเช่น ความดันสูง เบาหวาน เป็นโรคไตเรื้อรัง หรือผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัดอยู่ สามารถฉีดวัคซีนโควิดได้หรือไม่ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าสามารถฉีดวัคซีนได้อย่างปลอดภัย และแนะนำให้ได้รับการฉีดทันทีถ้าทำได้

แนวทางเวชปฏิบัติการให้วัคซีนโควิด-19 แก่ผู้ใหญ่และผู้ป่วยอายุรกรรม โดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ระบุคำแนะนำว่าคนที่มีโรคประจำตัว ดังต่อไปนี้ ฉีดวัคซีนได้

1. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ซึ่งอยู่ในภาวะคงที่ ได้แก่

2. ผู้ป่วยที่ได้รับหรืออยู่ระหว่างรับการบำบัดด้วยยาและวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ เคมีบำบัด รังสีรักษา การบำบัดทดแทนไต, ยากดภูมิคุ้มกันที่อาการของโรคสงบ, ยาควบคุมอาการของโรคต่าง ๆ

3. ผู้ป่วยที่เลือดออกง่าย เกล็ดเลือดต้ำหรือเกล็เลือดทำงานผิดปกติ

4. บุคคลที่มีประวัติแพ้อาหารหรือแพ้ยาต่าง ๆ

ฉีดวัคซีน

ผู้ป่วยโรคชนิดเฉียบพลัน เช่น หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ความดันเลือดสูงฉุกเฉิน ให้มีอาการให้คงที่ก่อนรับการ ฉีดวัคซีน

ฮอร์โมนเพศหญิง กินยาคุมกำเนิด และหญิงตั้งครรภ์ ฉีดได้หรือไม่

กรณีหญิงอายุ 32 ปี ที่ จ.สงขลา ฉีดวัคซีนโควิดยี่ห้อซิโนแวค แล้วเสียชีวิตหลังฉีดราว 8 วัน ด้วยอาการเลือดอุดตันในปอด โดยคนใกล้ชิดให้ข้อมูลจากแพทย์ที่โทรปรึกษารายหนึ่งว่า การกินยาคุมกำเนิดอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดลิ่มเลือดสูง

กรณีนี้ นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การแข็งตัวของเลือดในเส้นเลือดดำใหญ่อันเกิดจากฮอร์โมนเพศหญิงไม่เหมือนกับการเกิดลิ่มเลือดที่พบในวัคซีนไวรัสเวคเตอร์ เช่น แอสตร้าเซนเนก้า และจอนห์นสันแอนด์จอห์นสัน

ส่วนวัคซีนซิโนแวค นพ.ยง ระบุว่า เป็นเชื้อตายคล้ายกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พิษสุนัขบ้า ตับอักเสบเอที่ใช้กันมานานมาก ไม่มีวัคซีนตัวไหนที่แนะนำให้หยุดยาคุมกำเนิด รวมทั้งวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันที่ฉีดไปแล้วทั่วโลกเกือบ 1,800 ล้านโดส ไม่ได้มีการแนะนำให้หยุดยาคุมกำเนิดก่อนฉีดวัคซีน

เกี่ยวกับกรณีนี้ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ออกประกาศ ระบุว่าผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนทุกชนิด รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดการใช้ แต่หากยังมีความกังวลใจ และต้องการหยุดการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่น ๆ มาทดแทนเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม มีแพทย์ที่เห็นต่างออกไป นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้คำแนะนำว่า ผู้หญิงที่ใช้ฮอร์โมนเพศหญิงสำหรับคุมกำเนิดหรือภาวะเกี่ยวข้องกับข้อมูลควรที่จะหยุดก่อนที่จะฉีดวัคซีนทั้งนี้อย่างน้อย 14 วัน ถ้าทำได้

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ยังระบุเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ด้วยว่าสามารถรับวัคซีนได้ ยกเว้นกรณีที่มีข้อห้าม เช่น มีอาการแพ้รุนแรงจากการฉีดครั้งแรก นอกจากนี้ระยะเวลาที่ควรฉีดวัคซีนคือ หลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน และหญิงที่ให้นมบุตรสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *